4วันที่แล้ว รู้สึกว่าว่างๆ เลยลองทำ ธีม smf ดู
ธีมที่ทำก็ไม่ได้มีอะไรมาก เปลี่ยนสีใหม่ ปรับ layout ให้มันเป็นแบบที่เราชอบ จับย้ายไปย้ายมานิดนึง

แค่นั้นเอง 5555+

ตอนนี้ ทางเว็บ SMF ได้ทำการ Approved ธีมแล้ว *-*
หลังจากส่งไป2ครั้งแรกถูกส่งกลับให้มาแก้ เนื่องจากโค๊ดที่แก้เข้าไปไม่ได้ตามหลัก w3c 555+

จึงได้ธีมมา ชื่อ Error หุๆ คิดชื่ออื่นไม่ออก เอามันชื่อนี้แหล่ะ อิอิ

สนใจลองเข้าไปดูได้ ที่นี่ นะคร้าบบ

ทำยังไงให้คนเชื่อเรื่องโกหกที่ไม่น่าเชื่อ
posted on 23 Sep 2008 10:07 by terasphere in Special-Report
"If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. "
Adolf Hitler, Mein Kampf "Why the second reich collapse"

"หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ"
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า "เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย"

เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง
เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆ
เคยสงสัยกันไหม ว่าชนชาติที่ขยัน อดทน และมีมันสมองชั้นเลิศอย่างญี่ปุ่นและเยอรมัน จึงถูกผู้นำหลอกให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาได้

นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่า
การ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวง
แน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
ทำอย่างไรเราจะรู้ทันการโฆษณาชวนเชื่อนี้ล่ะ

บทความนี้ไม่ได้มีเพื่อให้นำวิธีการต่างๆไปใช้ แต่เพื่อให้รู้เท่าทันและระวังตัวไม่ตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป
หลักการโฆษณาชวนเชื่อ อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่

1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัวและคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์
ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อโจมตีสตาลิน ในยุคลัทธิแม็คคาร์ธีของสหรัฐทศวรรษที่ 60 ว่าโหดเหี้ยม ดุร้าย ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม การสร้างข่าวโจมตีนายกฯวินสตัน เชอร์ชิลว่าเป็นคนโง่ ดื้อด้าน ปากเสีย ของนาซี หรือแม้แต่การโฆษณาโจมตีฮิตเลอร์ว่าเป็นอัตติลาชาวฮัน หรือทายาทซาตาน ตัวแทนสัตว์นรก 666 ของฝ่ายสัมพันธมิตรเอง

2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสำนวนไทยว่าไว้เข้าทีว่า "น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน" แล้วใจคนอ่อนๆจะทนได้อย่างไร(ฮา) เมื่อนำ้คำลมปากกรอกหูเข้าทุกวัน
สาวบางคนมีแฟนหนุ่มหล่อเท่อยู่ดีๆ วันเลวคืนร้ายเพื่อนตัวดีกริ๊งกร๊างมาว่า " นี่เธอ เพื่อนของฉันเห็นหนุ่มหล่อๆหน้าตาคล้ายๆแฟนเธอเดินควงอยู่กับหนุ่มที่ไหนก็ ไม่รู้ เนี่ย ชั้นล่ะสงสัยอยู่แล้วนะ ว่าแฟนเธอจะเป็นเกย์"
หนแรกไม่เชื่อหัวเราะใส่โทรศัพท์
หนสองเริ่มลังเล
หนสาม เอ๊ะ ชักไม่เข้าที ลองถามที่รักดูดีไหมนะ
หนสี่อดรนทนไม่ได้ถามออกไป ปรากฏว่าเป็นคุณแฟนพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลซะฉิบ
แต่คราวนี้ หนที่ห้าถ้ามีอีก คุณอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าแฟนคุณโกหก แม่เพื่อนตัวดีก็ใส่ไฟใหญ่ "เนี่ย แฟนเธอโกหกชัดๆ ผู้ชายที่เพื่อนชั้นเห็นเดินควงกับแฟนเธอน่ะ ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย สัก 16-17 นี่แหละ จะเป็นคุณพ่อได้ยังไง"
หนที่หกเริ่มหงุดหงิดทุรนทุราย ออกสะกดรอยตาม แต่ก็ไม่เจอจังๆ
หนเจ็ด แฟนจับได้ว่าแอบตามเขาไป "นี่คุณไม่ไว้ใจผมใช่มั้ย ถ้าอย่างนี้ เราเลิกกันดีกว่า"
ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า จะโทษเพื่อน เพื่อนตัวดีก็บอกว่า "ก็ขอโทษนะ ฉันไม่ได้เห็นเองนี่ เพื่อนของเพื่อนฉันบอกมาอีกที แถมเค้าไม่ได้บอกว่าเป็นแฟนเธอนิ แค่หน้าคล้ายๆ"
แต่สุดท้าย คุณก็เห็นแม่เพื่อนตัวดีเดินจู๋จี๋กับแฟนเก่าคุณซะงั้น......

3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์ กล่าวว่า

"The bigger the lie, the more it will be believed."
"ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น" และ

"The great masses of people will more easily fall victims to a big lie than to a small one."
"ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ"

การโกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง
เช่น Iron Curtain : ม่านเหล็ก ที่ดูน่ากลัว, The Third Reich ที่ย้อนโหยหาคืนวันอันรุ่งเรืองในอดีต และมักใช้สถาบันที่สูงส่งเข้ามาสร้างภาพเป็นส่วนหนึ่งของชื่อด้วย เช่น Imperial Army : กองทัพบกของสมเด็จพระจักรพรรดิ ของกองทัพญี่ปุ่น ถ้าจะหาเอาใกล้ๆก็เช่น ฟักแม้ว, หน้าเหลี่ยม, หมูกชมพู่, นอมินีเหลี่ยม, กะทิ, มารเฒ่าแซ่ลิ้ม, โจรโพกผ้าเหลือง เป็นต้น


ขนาดพันธบัตรยังใช้คำว่า พันธบัตรเสรีภาพเลย

5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพูดของจอร์จ บุช จูเนียร์ เมื่อตัดสินใจบุกอิรักว่า "If you don't be aside with America, you are with terrorrist."

ในโลกสีเทาหม่นๆของความเป็นจริง เราแสวงหาความดี ความถูกต้อง ตามหลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ เมื่อผู้โฆษณาชวนเชื่อตั้งธงให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่ จะหลงเชื่อในสิ่งที่เขากล่าวอย่างง่ายดาย และอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า สิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย

ใช่-ไม่ใช่พี่น้อง (ฮา)

6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference : ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนวคิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์ ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ

แต่การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน
เช่นนาซีอ้างพระคัมภีร์ที่ว่ายูดาทรยศพระคริสต์ มาบ่มเพาะความเกลียดชังชาวยิวทั้งหมด โดยละเลยไปว่าพระคริสต์เองและอัครสาวกก็เป็นชาวยิว,
ฏอลิบันอ้างกุรอ่านว่าห้ามบูชารูปเคารพ มาทำลายพระพุทธรูปโบราณที่บามิยัน ทั้งๆที่ไม่มีใครแถวนั้นบูชาอีกแล้ว เป็นเพียงมรดกศิลปะเก่าแก่เท่านั้น

7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน การบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี....
ยิ่งใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า "ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้ล่ะ"

ข้อนี้เราคงเห็นกันตามสื่อสารมวลชนอยู่ทุกวันแล้วนะครับ

ปกติหน้าที่ของสื่อข้อหนึ่งคือ Gatekeeper ผู้คัดกรองข่าวสาร เลือกข่าวสารที่มีประโยชน์และเป็นจริง และกำจัดข้อมูลชยะที่เป็นเท็จและไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไป
รวมถึงการเรียบเรียงข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่เมื่อสื่อมาโฆษณาชวนเชื่อแล้ว การคัดกรองข่าวสารก็จะบิดเบี้ยว
กลายเป็นว่า คัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างฝ่ายตน มีประโยชน์ต่อตนเอง หรือหากข้อมูลเป็นกลางก็จะนำมาตัดแต่งเติมต่อตีความให้เข้ากับแนวคิดของตน เอง
รวมทั้งการเรียบเรียงให้ง่าย(simplification) ที่ตัดทอนและละเลยข้อเท็จจริงไป แล้วนำเรื่องยากซับซ้อนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจสูงมาพูดเป็นเรื่องพื้นๆให้ คนเชื่อตาม

เ่อ่อ นี่อาจจะเป็นตัวอย่างได้ http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=339560

.................................................................................................................................................................................

การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติ
เพราะมันจะทำให้ตรรกะของคุณบิดเบี้ยวโดยคุณไม่รู้ตัว
คุณจะเห็นคนอื่นผิดหมด ขณะที่ตัวเองถูกต้องเพียงคนเดียว
คุณจะไม่เหลียวแม้แต่หางตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณ
คุณจะกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี คนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อน
คุณจะพร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว
และเมื่อคุณรู้ตัว สังคมของคุณจะเหลือเพียงแต่กลุ่มคนที่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับคุณเท่านั้น

War is Peace
Freedom is Slavery
Knowledge is Ignorance

Big Brother is Watching You!

ระวัง! ผมอาจจะกำลังโฆษณาชวนเชื่อพวกคุณผู้อ่านอยู่เช่นกัน

อ้างอิง

กิติมา สุรสนธิ. การสื่อสารสาธารณมติ. คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550.
http://en.wikiquote.org
http://en.wikipedia.org/wiki/Propaganda
http://www.holocaustresearchproject.org/holoprelude/nazprop.html

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวาน ไปเกณฑ์ทหารมาครับ
ไปตั้งแต่เช้า เพื่อรอเรียกชื่อและตรวจร่างกาย
ตรวจเสร็จตอน8โมงครึ่ง ผมอยู่ในกลุ้ม ดี1ประเภท1
เลยต้องรอจับฉลากตอนช่วงบ่าย
โดนเรียกขึ้นไปจับฉลากข้างบน
โดยมีคนเข้าจับฉลากทั้งหมด 239 คน จะรับไปเป็นหาร60 คนเท่านั้น
ผลคือ
ใบดำ
ครับ
เสร็จแล้วก็ไปปั๊มนิ้วมือแล้วก็รับใบ สด.43 แล้วก็เดินลงมาข้างล่าง
เจอไอ้อาม ไอ้ตั้ม ไอ้หรั่ง ยืนรออยู่ข้างล่าง
ดีใจมากๆเลย ที่เห็นไอ้อามมันมาด้วย
ก็เลยรู้ว่า มามาจอดรถรออยู่ใกลๆ ไม่กล้าเข้ามา
เสร็จแล้วก็เลยกลับบ้าน
ทางบ้านรู้ข่าวผมจากอามและแม่
กลับไปทุกคนก็รออยู่ที่บ้านอาม่า
อีกซักพัก ก็มีไอ้เบียกับไอ้เอ ที่พึ่งกลับมาจาก ม.
ก็เลยนัดมารวมกันจะไปเหล้าที่แหลมบารีฮายกันตอน2ทุ่ม
เพราะไอ้เอมันต้องไปติดเคมีให้ไอ้สุ
พอถึงเวลา มีไอ้อ๊อฟมาเพิ่มอีกคน แล้วป๊าก็เสนอให้2กลม
แลกกลับการที่ให้กินอยู่ที่บ้าน เพราะไม่อยากให้ไปข้างนอก
ก็เลยตกลง แล้วก็สั่งหมูกะทะมาเพิ่ม มีโกตั้ง กับป๊าป๋อง แม่ตู่ ไอ้อู๋ ไอ้ไอซ์ แล้วก็ไอ้มิก ที่ตามมาทีหลัง
สรุป หมดไป4กลมกับอีก2แบน
เมามาก เกิดมาไม่เคยเมาหนักขนาดนี้มาก่อนเลย

วันที่19เจอกันไอ้เพื่อน

สุดท้ายนี้ กูรักพวกมึงทุกคนนะ

1 Comment

มันเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่20ตอนสายๆขณะขับรถไปทำงาน ขับๆไปบนถนนสุขุมวิทด้วยความเร็วประมาณ90กม./ชม.
มองไฟข้างหน้า เห็นสามแยกพัทยากลางพร้อมกับไฟเขียวและถนนโล่งๆ จึงได้เพิ่มความเร็วขึ้นอีก
ทันใดนั้น มีมอเตอร์ไซค์คันนึงตัดมาจากทางซ้ายมือ แต่ไม่พ้น จึงได้ชนเข้ากลางคันรถ ผมลอยออกมาจากรถ พร้อมกับกลิ้งไปใกลพอสมควร
พอตั้งสติได้ หันไปมองคู่กรณี และสรุปได้ว่า คนขับเป็นเพศชาย อายุประมาน 40 มีเด็กผู้หญิงซ้อนท้ายมาอีก 2 คน
แล้วพี่ตำรวจก็ออกมาเครียถนน จึงได้ออกมาสำรวจความเสียหายและตกลงกันที่ข้างป้อมตำรวจ
ตัวผมเองมีแผลที่ข้อมือข้างซ้าย ข้อเท้าซ้ายอีกนิดนึงเท่านั้น แต่อีกฝ่ายนึง ผมได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากคนขับและที่ขาข้างขวาของคนขับ เลือดเต็มเลย ข้อศอกแตก เด็กคนนึงโดนท่อนาบที่น่อง อีกคนเป็นแผลถลอกที่แขนซ้าย ผมไม่ได้เอาเรื่องอะไร จึงลุกขึ้น ปัดฝุ่น แล้วก็ขับรถไปทำงาน

หลังจากเลิกงาน จึงขับรถกลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่ โทรศัพท์มันหายไป - -!!
หาจนทั่วห้องแล้วก็ไม่มี โทรเข้าติด แต่ไม่มีคนรับ เลยขับรถออกไปอีกรอบเพื่อวนหาโทรศัพท์
ไปเจอตกอยู่ตรงข้ามกับปั๊ม jet พัทยาเหนือ กลับเข้ามาบ้าน เห็นคนงานคนนึงวิ่งออกมาจากบ้านพัก แล้วไปทางหน้าปากซอย
แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร จึงได้เข้าบ้าน แปปเดียวเอง ได้ยินเสียงโวยวายข้างนอก เลยออกไปดูเป็นเพื่อนอาม่า มีตำรวจเข้ามาด้วย
คุยกันซักพัก จับใจความได้ว่า คนงานต่อยกัน สาเหตุมาจาก คนนึงจะเปิดพัดลมเบอร์1เพราะว่าไม่สบายอยู่ อีกคนไม่ยอมมันจะเปิดเบอร์3ไอ้คนไม่สบายเลยลุกไปเปลี่ยนเอง มันก็เลยต่อยกัน
สรุป เลยลาออกไป 1 คน

วันต่อมา ไปทำงานปรกติ ขากลับวันนี้ไม่ได้เข้าซอยบัวขาวไปออกพัทยากลางเหมือนทุกวัน เลือกที่จะขับจากร้าน(แถวๆตึกคอม)ออกไปที่ถนนสุขุมวิทเลย
ขับไปด้วยความเร็วประมาน40กม./ชม. ก่อนจะถึงปากซอยกอไผ่นิดนึง มีคนวิ่งข้ามถนนมาจากด้านขวามือ แล้วก็พุ่งตัดหน้ารถด้วยมันคิดว่าคงจะพ้น แต่มันไม่พ้น ชนเข้าเต็มๆเลย แถไปกับพื้นได้นิดเดียว เงยหน้าขึ้นมาดู ไอ้เวรนั่นวิ่งต่อไปอีกฝากแล้ว พอหันมาทางขวา เห็นอีกคนถือปืนวิ่งผ่านหน้าไป แปปนึงมันก็วิ่งผ่านหน้าของผมกลับไปทางเดิม เรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขับตามไอ้คนแรกไป ไม่ได้สนตูเลย
เลยยกรถขึ้น ปัดฝุ่นที่กางเกง แล้วขับกลับบ้าน
ถึงบ้าน สำรวจดูตัวเอง พบแผลใหม่เพิ่มอีก1แผลที่หัวเข่าข้างขวา เลยทายา แล้วก็เข้าห้องนอนมานั่งได้แปปเดียว
ดันมีแมงป่่องเดินมุดใต้ประตูเข้ามาในห้อง จึงได้เอาร้องเท้าผ้าใบฟาดไปสองที แล้วก็เก็บศพไปทิ้งข้างนอก

จะเจออะไรอีกมั๊ยเนี่ย เฮ้ออ?..

Page 6 of 6« First...23456