<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>DeepsnowS &#187; Thought</title>
	<atom:link href="http://www.deepsnows.com/cat/thought/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.deepsnows.com</link>
	<description>ยิ่งรู้อะไรมากขึ้นเรื่อยๆ กลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโง่ลงทุกทีๆ...</description>
	<lastBuildDate>Fri, 04 Jun 2010 05:00:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>ฤกษ์งามยามดี?</title>
		<link>http://www.deepsnows.com/thought/auspices.html</link>
		<comments>http://www.deepsnows.com/thought/auspices.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Dec 2009 04:59:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Deepsnows</dc:creator>
				<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ฤกษ์ยาม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.deepsnows.com/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ            อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ        กึ กริสฺสนฺติ ตารกา. ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนเขลาผู้มัวถือฤกษ์อยู่,ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้ (โพธิสตฺต) ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๑๖. ข้างบนนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า บันทึกใว้ในพระไตรปิฎก ความหมายค่อนข้างชัดเจนในตัวอยู่แล้ว คือพระองค์ท่านทรงบอกว่า ถ้าคนทำดี มันก็ถือเป็นฤกษ์ดี  คนไปทำเรื่องชั่วๆ มันจะเป็นฤกษ์ดีได้อย่างไรกัน? ไม่เห็นต้องไปหาหมอดู ซินแส เข้าองค์ทรงเจ้า หรืออะไรทั้งนั้น ว่าจะทำนั่นทำนี่ จะมีฤกษ์ดีวันใหน เวลาเท่าใหร่ มันไม่ได้ช่วยอะไรหรอก ทำดีเมื่อใหร่มันก็เป็นฤกษ์ดีเมื่อนั้น แค่นั้นเอง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนใว้ น่าสงสาร ที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา แต่พวกที่บอกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธกลับไม่เชื่อฟังคำสอนของพระองค์ หรือหนักไปกว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระองค์ทรงสอนอะไร ไปฟังคำพวกอวิชาทั้งหลาย ยังคงยอมที่จะโง่งมงาย จมปลัก ดักดาน กับอวิชาพวกนี้ แต่ก็ยังเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ ไม่ละอายตัวเองกันบ้างหรืออย่างไร&#8230; ข้างล่างนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ            อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา<br />
อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ        กึ กริสฺสนฺติ ตารกา.<br />
ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนเขลาผู้มัวถือฤกษ์อยู่,ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้<br />
(โพธิสตฺต) ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๑๖.</p></blockquote>
<p>ข้างบนนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า บันทึกใว้ในพระไตรปิฎก ความหมายค่อนข้างชัดเจนในตัวอยู่แล้ว คือพระองค์ท่านทรงบอกว่า ถ้าคนทำดี มันก็ถือเป็นฤกษ์ดี  คนไปทำเรื่องชั่วๆ มันจะเป็นฤกษ์ดีได้อย่างไรกัน?<br />
ไม่เห็นต้องไปหาหมอดู ซินแส เข้าองค์ทรงเจ้า หรืออะไรทั้งนั้น ว่าจะทำนั่นทำนี่ จะมีฤกษ์ดีวันใหน เวลาเท่าใหร่ มันไม่ได้ช่วยอะไรหรอก ทำดีเมื่อใหร่มันก็เป็นฤกษ์ดีเมื่อนั้น แค่นั้นเอง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนใว้<br />
น่าสงสาร ที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา แต่พวกที่บอกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธกลับไม่เชื่อฟังคำสอนของพระองค์ หรือหนักไปกว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระองค์ทรงสอนอะไร ไปฟังคำพวกอวิชาทั้งหลาย ยังคงยอมที่จะโง่งมงาย จมปลัก ดักดาน กับอวิชาพวกนี้ แต่ก็ยังเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ ไม่ละอายตัวเองกันบ้างหรืออย่างไร&#8230;<br />
ข้างล่างนี้ เป็นคำอธิบายเพิ่มเติมโดยหลวงพ่อปัญญานันทะ ได้กล่าวใว้ ผมอ่านเจอในหนังสือของท่าน เลยขอยกมาแปะใว้ซะเลยแล้วกัน</p>
<blockquote><p>เราไม่ถือ ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ยึดถือแบบนั้น  คือไม่ถือว่าฤกษ์นั้นดี ฤกษ์นั้นไม่ดี เราถือว่าทำดีเวลาใหน มันก็ดีเวลานั้น ทำชั่วเวลาใหน มันก็ชั่วเวลานั้น ดีชั่วมันอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่ฤกษ์ยาม</p>
<p><em>คนปัญญาอ่อนมัวไปนั่งดูดาวดูเดือนอยู่<br />
ประโยชน์มันก็เลยไปเสีย พ้นไปเสีย<br />
ประโยชน์มัเป็นฤกษ์อยู่ในตัวแล้ว&#8230;<br />
ดวงดาวในท้องฟ้าจะช่วยอะไรได้</em></p>
<p>บอกว่า มัวแต่ไปนั่งดูดาวดูเดือนอยู่ งานการมันไม่ได้ทำ ถ้าจะทำก็รอให้มันได้ฤกษ์อยู่ มันก็เสียเวลา เสียประโยชน์ไปเสียเปล่าๆ พระองค์บอกว่า ประโยชน์นั่นแหล่ะเป็นฤกษ์อยู่ในตัวเรา จะทำอะไรก็ให้รีบทำเสีย อย่าชักช้า</p>
<p><strong>จากหนังสือของหลวงพ่อปัญญานันทะ</strong></p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.deepsnows.com/thought/auspices.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำยังไงให้คนเชื่อเรื่องโกหกที่ไม่น่าเชื่อ</title>
		<link>http://www.deepsnows.com/thought/propaganda.html</link>
		<comments>http://www.deepsnows.com/thought/propaganda.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Oct 2008 14:41:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Deepsnows</dc:creator>
				<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Propaganda]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://deepsnows.net/?p=8</guid>
		<description><![CDATA[ทำยังไงให้คนเชื่อเรื่องโกหกที่ไม่น่าเชื่อ posted on 23 Sep 2008 10:07 by terasphere in Special-Report &#8220;If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. &#8221; Adolf Hitler, Mein Kampf &#8220;Why the second reich collapse&#8221; &#8220;หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ&#8221; อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า &#8220;เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย&#8221; เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทำยังไงให้คนเชื่อเรื่องโกหกที่ไม่น่าเชื่อ</strong><br />
posted on 23 Sep 2008 10:07 by terasphere  in Special-Report<br />
&#8220;If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. &#8221;<br />
Adolf Hitler, Mein Kampf &#8220;Why the second reich collapse&#8221;</p>
<p>&#8220;หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ&#8221;<br />
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า &#8220;เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย&#8221;</p>
<p>เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง<br />
เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆ<br />
เคยสงสัยกันไหม ว่าชนชาติที่ขยัน อดทน และมีมันสมองชั้นเลิศอย่างญี่ปุ่นและเยอรมัน จึงถูกผู้นำหลอกให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาได้</p>
<p>นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่า<br />
การ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวง<br />
แน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง<br />
ทำอย่างไรเราจะรู้ทันการโฆษณาชวนเชื่อนี้ล่ะ</p>
<p><a href="http://deepsnows.net/wp-content/uploads/2008/10/kitchener-britons.jpg" rel="lightbox[8]"><img class="alignnone size-full wp-image-9" title="kitchener-britons" src="http://deepsnows.net/wp-content/uploads/2008/10/kitchener-britons.jpg" alt="" width="300" height="446" /></a></p>
<p>บทความนี้ไม่ได้มีเพื่อให้นำวิธีการต่างๆไปใช้ แต่เพื่อให้รู้เท่าทันและระวังตัวไม่ตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป<br />
หลักการโฆษณาชวนเชื่อ อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่</p>
<p>1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัวและคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์<br />
ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อโจมตีสตาลิน ในยุคลัทธิแม็คคาร์ธีของสหรัฐทศวรรษที่ 60 ว่าโหดเหี้ยม ดุร้าย ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม การสร้างข่าวโจมตีนายกฯวินสตัน เชอร์ชิลว่าเป็นคนโง่ ดื้อด้าน ปากเสีย ของนาซี หรือแม้แต่การโฆษณาโจมตีฮิตเลอร์ว่าเป็นอัตติลาชาวฮัน หรือทายาทซาตาน ตัวแทนสัตว์นรก 666 ของฝ่ายสัมพันธมิตรเอง</p>
<p>2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสำนวนไทยว่าไว้เข้าทีว่า &#8220;น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน&#8221; แล้วใจคนอ่อนๆจะทนได้อย่างไร(ฮา) เมื่อนำ้คำลมปากกรอกหูเข้าทุกวัน<br />
สาวบางคนมีแฟนหนุ่มหล่อเท่อยู่ดีๆ วันเลวคืนร้ายเพื่อนตัวดีกริ๊งกร๊างมาว่า &#8221; นี่เธอ เพื่อนของฉันเห็นหนุ่มหล่อๆหน้าตาคล้ายๆแฟนเธอเดินควงอยู่กับหนุ่มที่ไหนก็ ไม่รู้ เนี่ย ชั้นล่ะสงสัยอยู่แล้วนะ ว่าแฟนเธอจะเป็นเกย์&#8221;<br />
หนแรกไม่เชื่อหัวเราะใส่โทรศัพท์<br />
หนสองเริ่มลังเล<br />
หนสาม เอ๊ะ ชักไม่เข้าที ลองถามที่รักดูดีไหมนะ<br />
หนสี่อดรนทนไม่ได้ถามออกไป ปรากฏว่าเป็นคุณแฟนพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลซะฉิบ<br />
แต่คราวนี้ หนที่ห้าถ้ามีอีก คุณอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าแฟนคุณโกหก แม่เพื่อนตัวดีก็ใส่ไฟใหญ่ &#8220;เนี่ย แฟนเธอโกหกชัดๆ ผู้ชายที่เพื่อนชั้นเห็นเดินควงกับแฟนเธอน่ะ ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย สัก 16-17 นี่แหละ จะเป็นคุณพ่อได้ยังไง&#8221;<br />
หนที่หกเริ่มหงุดหงิดทุรนทุราย ออกสะกดรอยตาม แต่ก็ไม่เจอจังๆ<br />
หนเจ็ด แฟนจับได้ว่าแอบตามเขาไป &#8220;นี่คุณไม่ไว้ใจผมใช่มั้ย ถ้าอย่างนี้ เราเลิกกันดีกว่า&#8221;<br />
ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า จะโทษเพื่อน เพื่อนตัวดีก็บอกว่า &#8220;ก็ขอโทษนะ ฉันไม่ได้เห็นเองนี่ เพื่อนของเพื่อนฉันบอกมาอีกที แถมเค้าไม่ได้บอกว่าเป็นแฟนเธอนิ แค่หน้าคล้ายๆ&#8221;<br />
แต่สุดท้าย คุณก็เห็นแม่เพื่อนตัวดีเดินจู๋จี๋กับแฟนเก่าคุณซะงั้น&#8230;&#8230;</p>
<p>3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์ กล่าวว่า</p>
<p><a href="http://deepsnows.net/wp-content/uploads/2008/10/goebbels2.jpg" rel="lightbox[8]"><img class="alignnone size-medium wp-image-10" title="goebbels2" src="http://deepsnows.net/wp-content/uploads/2008/10/goebbels2-193x300.jpg" alt="" width="193" height="300" /></a></p>
<p>&#8220;The bigger the lie, the more it will be believed.&#8221;<br />
&#8220;ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น&#8221; และ</p>
<p>&#8220;The great masses of people will more easily fall victims to a big lie than to a small one.&#8221;<br />
&#8220;ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ&#8221;</p>
<p>การโกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย</p>
<p>4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง<br />
เช่น Iron Curtain : ม่านเหล็ก ที่ดูน่ากลัว, The Third Reich ที่ย้อนโหยหาคืนวันอันรุ่งเรืองในอดีต และมักใช้สถาบันที่สูงส่งเข้ามาสร้างภาพเป็นส่วนหนึ่งของชื่อด้วย เช่น Imperial Army : กองทัพบกของสมเด็จพระจักรพรรดิ ของกองทัพญี่ปุ่น ถ้าจะหาเอาใกล้ๆก็เช่น ฟักแม้ว, หน้าเหลี่ยม, หมูกชมพู่, นอมินีเหลี่ยม, กะทิ, มารเฒ่าแซ่ลิ้ม, โจรโพกผ้าเหลือง เป็นต้น</p>
<p><a href="http://deepsnows.net/wp-content/uploads/2008/10/386px-libertybond-winsormccay.jpg" rel="lightbox[8]"><img class="size-medium wp-image-12 alignnone" title="386px-libertybond-winsormccay" src="http://deepsnows.net/wp-content/uploads/2008/10/386px-libertybond-winsormccay-193x300.jpg" alt="" width="193" height="300" /></a><br />
<em> ขนาดพันธบัตรยังใช้คำว่า พันธบัตรเสรีภาพเลย</em></p>
<p>5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพูดของจอร์จ บุช จูเนียร์ เมื่อตัดสินใจบุกอิรักว่า &#8220;If you don&#8217;t be aside with America, you are with terrorrist.&#8221;</p>
<p>ในโลกสีเทาหม่นๆของความเป็นจริง เราแสวงหาความดี ความถูกต้อง ตามหลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ เมื่อผู้โฆษณาชวนเชื่อตั้งธงให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่ จะหลงเชื่อในสิ่งที่เขากล่าวอย่างง่ายดาย และอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า สิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย</p>
<p>ใช่-ไม่ใช่พี่น้อง (ฮา)</p>
<p>6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference : ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนวคิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์ ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ</p>
<p><a href="http://www.deepsnows.com/files/jap05.jpg" rel="lightbox[8]"><img class="alignnone size-full wp-image-13" title="jap05" src="http://www.deepsnows.com/files/jap05.jpg" alt="" width="170" height="216" /></a></p>
<p>แต่การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน<br />
เช่นนาซีอ้างพระคัมภีร์ที่ว่ายูดาทรยศพระคริสต์ มาบ่มเพาะความเกลียดชังชาวยิวทั้งหมด โดยละเลยไปว่าพระคริสต์เองและอัครสาวกก็เป็นชาวยิว,<br />
ฏอลิบันอ้างกุรอ่านว่าห้ามบูชารูปเคารพ มาทำลายพระพุทธรูปโบราณที่บามิยัน ทั้งๆที่ไม่มีใครแถวนั้นบูชาอีกแล้ว เป็นเพียงมรดกศิลปะเก่าแก่เท่านั้น</p>
<p>7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน การบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี&#8230;.<br />
ยิ่งใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า &#8220;ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้ล่ะ&#8221;</p>
<p><a href="http://deepsnows.net/wp-content/uploads/2008/10/propaganda.jpg" rel="lightbox[8]"><img class="alignnone size-medium wp-image-11" title="propaganda" src="http://deepsnows.net/wp-content/uploads/2008/10/propaganda-227x300.jpg" alt="" width="227" height="300" /></a></p>
<p>ข้อนี้เราคงเห็นกันตามสื่อสารมวลชนอยู่ทุกวันแล้วนะครับ</p>
<p>ปกติหน้าที่ของสื่อข้อหนึ่งคือ Gatekeeper ผู้คัดกรองข่าวสาร เลือกข่าวสารที่มีประโยชน์และเป็นจริง และกำจัดข้อมูลชยะที่เป็นเท็จและไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไป<br />
รวมถึงการเรียบเรียงข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่เมื่อสื่อมาโฆษณาชวนเชื่อแล้ว การคัดกรองข่าวสารก็จะบิดเบี้ยว<br />
กลายเป็นว่า คัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างฝ่ายตน มีประโยชน์ต่อตนเอง หรือหากข้อมูลเป็นกลางก็จะนำมาตัดแต่งเติมต่อตีความให้เข้ากับแนวคิดของตน เอง<br />
รวมทั้งการเรียบเรียงให้ง่าย(simplification) ที่ตัดทอนและละเลยข้อเท็จจริงไป แล้วนำเรื่องยากซับซ้อนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจสูงมาพูดเป็นเรื่องพื้นๆให้ คนเชื่อตาม</p>
<p>เ่อ่อ นี่อาจจะเป็นตัวอย่างได้ http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=339560</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติ<br />
เพราะมันจะทำให้ตรรกะของคุณบิดเบี้ยวโดยคุณไม่รู้ตัว<br />
คุณจะเห็นคนอื่นผิดหมด ขณะที่ตัวเองถูกต้องเพียงคนเดียว<br />
คุณจะไม่เหลียวแม้แต่หางตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณ<br />
คุณจะกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี คนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อน<br />
คุณจะพร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว<br />
และเมื่อคุณรู้ตัว สังคมของคุณจะเหลือเพียงแต่กลุ่มคนที่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับคุณเท่านั้น</p>
<p>War is Peace<br />
Freedom is Slavery<br />
Knowledge is Ignorance</p>
<p>Big Brother is Watching You!</p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><strong>ระวัง! ผมอาจจะกำลังโฆษณาชวนเชื่อพวกคุณผู้อ่านอยู่เช่นกัน</strong></span></h2>
<p>อ้างอิง</p>
<p>กิติมา สุรสนธิ. การสื่อสารสาธารณมติ. คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550.</p>
<p>http://en.wikiquote.org</p>
<p>http://en.wikipedia.org/wiki/Propaganda</p>
<p>http://www.holocaustresearchproject.org/holoprelude/nazprop.html</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.deepsnows.com/thought/propaganda.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
